Why Reward to Risk Ratio is not everything

Standard

ในโลกของการลงทุนไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นหรือตลาด Forex นั้น มีคำพูดที่ว่า

“คุณต้องตั้งเป้าที่จะทำกำไรให้มากกว่าความเสี่ยงที่คุณลงต่อหนึ่งการเทรดเสมอ”

หรืออาจจะบอกต่อกันในรูปแบบอื่นเช่น

“พยายามเทรดด้วย Reward to Risk ให้มากกว่า 1 เสมอ”
“ต้องทำการเทรดเฉพาะการเทรดที่มี Reward to Risk อย่างน้อย 2:1 เท่านั้น”
“ถ้าคุณวางเป้ากำไรมากกว่าที่คุณเสี่ยง คุณถึงจะทำกำไรได้”

หรืออีกมากมายที่คุณอาจจะเคยได้ยินมาครับ ไม่ว่าจะเป็นตำราไหนก็ตามที่ว่า Reward to Risk Ratio ต้องมีค่ามากกว่า 1 หรือ 2 หรืออาจจะเป็นค่าอื่นๆ ที่เทรดเดอร์ต่างๆ ก็พูดถึง แม้กระทั่งเทรดเดอร์หลายๆ คนพูดถึงว่า ระบบที่เราใช้ในการเทรดควรมี RRR ที่สูงมากพอและจะทำให้เราสามารถทำกำไรในตลาดได้ ถึงแม้ว่าอัตราการชนะจะต่ำก็ตาม

อย่างไรก็ดีก็ยังมีเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จมากมายที่เป้ากำไรที่วางไว้ต่อหนึ่งการเทรดมีค่าต่ำกว่าความเสี่ยงที่ลง

และสิ่งสำคัญที่ทำให้เทรดเดอร์เหล่านั้นประสบความสำเร็จคือ “อัตราการชนะ (Win ratio)” นั่นเองครับ


เพื่อให้เห็นภาพ ผมลองยกตัวอย่างคร่าวๆ ว่า Reward to Risk Ratio คำนวณอย่างไรดังนี้ครับ

เทรดเดอร์ไก่ตัดสินใจว่าจะเข้าซื้อ EUR/USD ที่ 1.31000
เค้าทำการวาง stop loss ไว้ที่ 1.30500 ดังนั้น stop loss จะห่างจาก entry point คือ 50 pips
เค้าตัดสินใจว่าจะวาง profit target ไว้ที่ 1.3200 ดังนั้น profit target ของเค้าจะห่างจาก entry point คือ 100 pips

ซึ่งสรุปได้ว่า เทรดเดอร์ไก่ยอมรับความเสี่ยงที่ 50 pips เพื่อเป้ากำไร 100 pips
ดังนั้น Reward to Risk Ratio จึงเท่ากับ 2:1

จากตัวอย่างจะเห็นว่าเทรดเดอร์ไก่ตัดสินใจจะที่ตั้ง profit target ให้มีค่ามากกว่า stop loss เสมอ ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ การพยายามทำให้ RRR มีค่ามากกว่า 1-2 เท่าเสมอ จะทำให้คุณได้กำไรมากกว่าตอนที่คุณเสีย แต่จริงๆ แล้วยังมีวิธีอีกมากมายในการทำกำไรในตลาด และยังมีค่าสถิติอื่นๆ ที่จะเป็นตัวชี้วัดการทำกำไรของคุณดังนี้

– % Win ratio (%W) หรืออัตราการชนะในการเทรด
– % Loss ratio (%L) หรืออัตราการแพ้ในการเทรด
– Average gain on a winning trade (Avg W.) หรืออัตราค่าเฉลี่ยกำไรในการเทรดที่ชนะ
– Average loss of a losing trade (Avg L.) หรืออัตราค่าเฉลี่ยขาดทุนในการเทรดที่แพ้

ทำไมค่าสถิติเหล่านี้จึงสำคัญสำหรับเทรดเดอร์? เพียงแค่ 4 ค่าสถิตินี้ก็ทำให้คุณรู้ว่าระบบเทรดที่คุณใช้นั้นดีแค่ไหนและสามารถใช้ตัดสินใจได้ว่าระบบเทรดนั้นคุ้มค่าพอที่เราจะใช้ในการเทรดจริงหรือไม่ ด้วย 4 ค่าที่ว่าไป จะทำให้คุณหาค่า Expectancy ของระบบได้ด้วยสูตรดังข้างล่างนี้ครับ

Expectancy = (%W * Avg W.)-(%L * Avg L.)

ค่า Expectancy เป็นค่าที่จะบอกคุณได้ว่าคุณจะทำกำไรได้มากน้อยเท่าไรจากการเทรดทั้งหมด ทางที่ดีที่สุดในการคำนวณหาค่า Expectancy ก็คือการทำ Backtest กับระบบเทรดหรือการทดลองใช้งานระบบเทรดของคุณบน Demo account และปล่อยให้ระบบทำงานนานมากพอ (อย่างน้อย 50 เทรด) จากนั้นค่อยนำสถิติมาคำนวณครับ

ที่นี้เรามาดูตัวอย่างอีกซักรอบครับ…

สมมุติว่าเทรดเดอร์เป็ดมีระบบเทรดที่เค้าเคยทำ backtest บน Demo account มาแล้ว 6 เดือนด้วยการเทรดทั้งหมด 900 ครั้ง และเค้าได้ค่าสถิติต่างๆ ดังนี้ครับ

– %Win ratio: 70%
– %Loss ratio: 30%
– Avg W.: $200
– Avg L.: $420

เมื่อเรานำค่าสถิติการเทรดของเทรดเดอร์เป็ดมาคำนวณแล้วจะเห็นว่าค่า Expectancy ที่ได้คือ $14
ดังนั้นเทรดเดอร์เป็ดจะรู้ว่าถ้าเค้าทำการเทรด 100 ครั้งด้วยระบบของเขานั้น เขาจะได้กำไรจากตลาดทั้งหมด $1,400 นั่นเองครับ

แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเทรดเดอร์เป็ดจะทำเงินได้ $1,400 ครับ แต่มันหมายความว่าเขาสามารถที่จะคาดหวังว่าเขาจะทำเงินได้ $1,400 ด้วยการเทรดที่ 100 ครั้ง แน่นอนว่าในโลกของความเป็นจริงนั้น เทรดเดอร์เป็ดอาจจะสามารถทำกำไรได้มากกว่าหรือน้อยกว่านั้นเล็กน้อย แต่มันมีความเป็นไปได้มากว่าเค้าจะสามารถทำกำไรได้ใกล้เคียงกับ $1,400 หลังจากผ่านการเทรด 100 ครั้งนั่นเอง


เทรดเดอร์หลายๆ คน รวมถึงผมเองด้วยต่างก็เคยผิดพลาดเพียงเพราะไปใส่ใจเพียงแค่ค่าใดค่าหนึ่งเท่านั้น

– เทรดเดอร์ที่โฟกัสที่ค่า Win ratio แต่ไม่ได้คำนึงถึง Average loss size ก็อาจจะทำให้เค้าขาดทุนจากตลาดได้หากระบบเทรดที่ใช้นั้นมี Average loss size ที่ใหญ่เกินไป

นี่เป็นปัญหาหลักๆ ที่เทรดเดอร์ที่เล่นสั้น (Scalping) ต้องเคยเจอกันมาบ้าง เนื่องจากเทรดเดอร์นั้นจำเป็นต้องโฟกัสที่ Win ratio ก็เพราะระบบ Scalping โดยหลักการแล้วคือการมองหาการทำกำไรอย่างรวดเร็วในตลาด อย่างไรก็ตามเทรดเดอร์ส่วนใหญ่มักจะมีจุดคัทลอสที่สูงกว่าเป้ากำไรและมันจะเริ่มเกิดปัญหาขึ้นเมื่อ Win ratio เริ่มไม่เป็นไปอย่างที่คาดการณ์ไว้ ดังนั้นเทรดเดอร์บางคนจึงแก้ไขปัญหานี้ด้วยการ let profit run ในขณะที่จุดเข้าออเดอร์ของพวกเค้านั้นดีมากอยู่แล้ว และนั่นจะทำให้อัตรากำไรเฉลี่ยในการเทรดของพวกเค้าดีขึ้นและยังเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดในตลาดของเค้าอีกด้วย

– เช่นเดียวกับเทรดเดอร์ที่โฟกัสที่ค่า Reward to Risk Ratio เพียงอย่างเดียวก็จะไม่สามารถทำกำไรระยะยาวในตลาดได้ถ้าระบบเทรดที่ใช้มีค่า Win ratio ที่ต่ำเกินไป

ปัญหานี้เป็นปัญหาทั่วไปสำหรับเทรดเดอร์ที่ใส่ใจเพียงแค่ Reward to Risk Ratio เท่านั้น บางครั้งเทรดเดอร์มัวแต่ให้ความสำคัญกับ Reward to Risk Ratio มากจนเกินไป Profit target ควรจะกำหนดให้เป็นค่าที่เหมาะสมกับสภาพตลาดในขณะนั้นๆ ด้วย เช่นในช่วงที่ตลาดมีความแกว่งตัวของราคาที่ไม่สูงมากนัก เทรดเดอร์ควรที่จะลดตำแหน่งในการวาง Profit target ลงมา เพื่อโอกาสในการทำ Win ratio ให้สูงขึ้นครับ


มีหลายๆ สิ่งที่เราต้องนำมาคำนวณและวิเคราะห์ในขณะที่คุณทำการ backtest ระบบเทรดของคุณในขณะที่ Reward to Risk Ratio นั่นเป็นแค่ส่วนประกอบนึงเท่านั้น ถ้าคุณมีระบบเทรดที่คิดว่ามันน่าจะสามารถทำกำไรได้ ให้คุณลองทำ backtest จากนั้นก็ลองคำนวณหาค่า Expectancy ดู ซึ่งถ้าค่า Expectancy มีค่ามากกว่า $1 นั้นหมายความว่าคุณมีระบบเทรดที่สามารถทำกำไรได้ในระยะยาวแล้วหละครับ ถึงแม้ว่า Reward to risk Ratio จะไม่ได้เป็นไปตามที่หลายๆ เทรดเดอร์หรือกูรูสอนๆ กันมาก็ตาม

Credit: Why the Risk-to-Reward Ratio is Overrated

Happy trading

Advertisements

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s